‘Dunning–Kruger effect’ อาการของคนไม่เก่ง ที่มักมั่นใจว่าตัวเองเก่งแล้ว
‘Dunning–Kruger effect’ อาการของคนไม่เก่ง ที่มักมั่นใจว่าตัวเองเก่งแล้ว
บางทีเราก็สงสัยว่าคนห่วยๆ ทำงานไม่ได้เรื่องได้ราว ทำมั้ยทำไมถึงไม่สามารถจะเอาชนะความไม่ได้เรื่องของตัวเองนี้ได้สักที
Bertrand Russell นักปรัชญาบอกว่าโลกนี้วุ่นเพราะคนที่ฉลาดก็คิดว่าตัวเองไม่เก่ง ลังเลสงสัยในตัวเองอยู่นั่น ส่วนพวกโหลยโท่ยก็ดันมั่นใจในตัวเองซะเหลือเกิน
ในมิติของปรัชญาและความรู้นักปรัชญาผู้ลุ่มลึกเช่นขงจื๊อเน้นย้ำว่า “ความรู้ที่แท้จริงคือการรู้ว่าตัวเองไม่รู้” คือต้องรู้ว่าจริงๆ แล้วเรามีโลกส่วนที่เราไม่รู้ก่อน ฟังดูแล้วก็พยักหน้าเบาๆ ว่า เออ จุดเริ่มต้นที่เราจะเรียนรู้และพัฒนาตัวเองขึ้นไป คือการต้องยอมรับก่อนว่าเราไม่รู้ ไม่เก่ง หรือไม่ถูกต้องก่อน เราถึงจะเริ่มการเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้
ในทางวิทยาศาสตร์มีนักคิดเรียกอาการที่คนไม่เก่งแต่คิดว่าตัวเองว่า ‘Dunning–Kruger effect’ คือเป็นอาการที่เกิดขึ้นในระดับ ‘การรับรู้’ ที่ว่าคนๆ หนึ่งหลงคิดไปว่าตัวเองนี่แสนจะเก่งกาจ เป็นอคติที่ทำให้ไม่สามารถ ‘ประเมิน’ ความสามารถที่แท้จริงของตัวเองได้
งานศึกษาที่ว่าตีพิมพ์ในปี 1999 แค่ชื่องานวิจัยก็สุดแสนจะแสบคือชื่องานวิจัยเริ่มว่า ‘ไม่ได้เรื่อง แถมยังไม่รู้ตัว (unskilled and unaware of)’ โดยรวมแล้วพูดเรื่องปัญหาว่าไอ้ความไม่ได้เรื่องเนี่ย มันรวมเรื่องการกะ ประมาณ วัดค่าสิ่งต่างๆ โดยเฉพาะตัวเอง จนทำให้เกิดความเข้าใจและความผิดพลาดจากการประเมินนั้นๆ – คือประเมินตัวเองสูงเกินไป และปัญหาที่สำคัญคือการกะประมาณตนที่ผิดพลาดนี้กลายเป็นอุปสรรคของการพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้
ตรงนี้เองที่ตรงข้ามกับคนเก่งๆ ทั้งหลายที่มักจะประสบปัญหาที่ตรงข้ามกัน คือประเมินตัวเองต่ำกว่าความเป็นจริง ตรงนี้อาจจะเป็นทัศนคติส่วนหนึ่งที่ผลักดันให้คนเก่งพัฒนาตัวเองได้เรื่อยๆ แต่ก็ประสบปัญหาเรื่องความเครียดและความกดดันจาก imposter syndrome คือคิดว่าตัวเองไม่เก่งจริง แค่โชคดีเฉยๆ (ความไม่พอดีของโลก)
ในบทคัดย่อของงานศึกษาเรื่อง Dunning–Kruger effect เริ่มต้นด้วยประโยคที่ว่า “คนเรามักจะประเมินทักษะความสามารถของตัวเองว่าสูงกว่า เก่งกว่าคนอื่นอยู่เสมอ” และงานศึกษาในชั้นหลังก็บอกว่าคนทั่วไปประเมินตัวเองว่าเจ๋งกว่าคนอื่นเสมอ เช่น ในสหรัฐฯ มีการทำสำรวจทักษะการขับขี่ของนักศึกษา ผลคือนักศึกษาจำนวน 93% ประเมินว่าตัวเองมีทักษะการขับขี่ที่ ‘เก่งกว่าทั่วๆ ไป (above average)’ หรือเจ้าของร้านอาหารทั้งหลายก็บอกว่าร้านข้าพเจ้าเตรียมรับรางวัลได้เลย แต่ผลที่แท้จริงคือร้านส่วนใหญ่มักจะปิดตัวลงภายในเวลาไม่เกินสามปี
โดยทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมานี้เป็นกลไกป้องกันตัวเองแบบอัตโนมัติ
กลไกการป้องกันตัวเอง ( Defense Mechanism) ไม่ใช่ความผิดปกติ เพราะ เป็นการปรับตัวของ Ego ( 1 ในโครงสร้างทางจิตใจ มีหน้าที่จัดการ ประนีประนอมแรงผลักดัน ความต้องการต่างๆ กับ ระเบียบ ความถูก-ผิด ข้อจำกัดจากสภาพข้อเท็จจริงภายนอก) เพื่อให้จิตใจกลับสู่ภาวะสมดุล
แต่ ถ้าใช้กลไกทางจิตแบบเดิมๆอยู่เสมอ วนเวียนจำกัดอยู่เพียงไม่กี่ชนิด ไม่มีความยืดหยุ่นตามสถานการณ์ หรือไม่เหมาะสมตามวัย ก็มักจะก่อให้เกิดปัญหา หรือจิตพยาธิสภาพตามมาได้
1. กลไกการป้องกันตัวเองที่มีวุฒิภาวะ ( Mature Defenses ) เป็นระดับสูงที่สุด ถือว่าถ้าใช้กลไกกลุ่มนี้แล้วจะนำไปสู่การปรับตัว และมีสุขภาพจิตดี ซึ่งตามความเป็นจริงกลไกเหล่านี้ ก็มีส่วนเปลี่ยนแปลง หรือบิดเบือน ความรู้สึกอยู่บ้างเหมือนกัน แต่เมื่อใช้แล้วผลที่ได้มัก ก่อให้เกิดศักดิ์ศรี และความภาคภูมิใจแห่งตน ก็เลยหยวนๆว่า เป็นกลไกการป้องกันตัวเองที่ดีที่สุดในทั้งหมด มีอยู่ 9 อย่าง แต่จะยกมาเป็นน้ำจิ้มแค่ 3 คือ
ก. การทดเทิด ( Sublimation ) หมายถึง เปลี่ยนความรู้สึกหรือแรงผลักดันให้เป็นรูปแบบที่สังคมยอมรับ เช่น นายดำชอบความรุนแรง ก้าวร้าวเลยไปเรียนชกมวย หรือกระเทยมักมีความสามารถด้านใดด้านหนึ่งที่โดดเด่น เพราะรู้สึกว่าไม่ค่อยได้รับการยอมรับจากสังคม
ข. การกดระงับ ( Suppression ) หมายถึง จัดการกับความขัดแย้งที่เกิดขึ้น โดยการใช้วิธีเก็บปัญหาเอาไว้ก่อน ฝากไว้ในระดับจิตสำนึก เช่น กังวลใจหลังสอบ เพราะรู้สึกว่าทำไม่ได้ แต่บอกกับตัวเองว่าถึงกังวลไปก็ทำอะไรไม่ได้ รอผลสอบออกมาแล้วค่อยมาว่ากันอีกที
ค. อารมณ์ขัน ( Humor ) หมายถึง การใช้อารมณ์ขันเพื่อแสดงความรู้สึกหรือความคิดออกมา โดยที่ตนก็ไม่รู้สึกอึดอัด และเป็นผลดีต่อผู้อื่น บางครั้งความตลกขบขันก็ช่วยผ่อนคลายสถานการณ์และทนต่อสภาพที่น่าหวาดกลัวได้ดียิ่งขึ้น ตัวอย่างก็เช่นพี่ฑูร อัยการชาวเกาะผู้น่ารัก หรือพี่ตึ๋งจอมป่วนของเราไงคะ
ที่เหลือก็มี การคาดการณ์ ( Anticipation ) , การเห็นประโยชน์ผู้อื่น ( Altruism ) , การยืนหยัดด้วยตัวเอง ( Self - Assertion ) , การบำเพ็ญตบะ ( Ascetism ) , การเป็นสมาชิก ( Affilliation ) , และ การสังเกตตัวเอง ( Self - Observation )
2. กลไกการป้องกันตัวเองแบบโรคประสาท ( Neurotic Defenses ) เป็นกลไกทางจิตที่ปรับตัวไม่ดีเท่ากลุ่มแรกและมักทำให้เกิดความไม่สบายใจบางอย่าง โดยเฉพาะอาการของโรคประสาท มีอยู่ 14 ชนิด ยกมาเสริฟแค่ 3 พอค่ะ
2. กลไกการป้องกันตัวเองแบบโรคประสาท ( Neurotic Defenses ) เป็นกลไกทางจิตที่ปรับตัวไม่ดีเท่ากลุ่มแรกและมักทำให้เกิดความไม่สบายใจบางอย่าง โดยเฉพาะอาการของโรคประสาท มีอยู่ 14 ชนิด ยกมาเสริฟแค่ 3 พอค่ะ
ก. การเก็บกด ( Repression ) หมายถึง เก็บกดความคิด ความรู้สึก หรือความต้องการที่ตนเองยอมรับไม่ได้ไว้ในระดับจิตไร้สำนึก ผลของการเก็บกดคือ “ลืม” เช่น ผู้ป่วยไม่ทราบว่าตนเคยถูกข่มขืนตอนอยู่ชั้นประถมฯ จนกระทั่งได้อ่านไดอารี่ของแม่
ข. การเคลื่อนย้าย ( Displacement ) หมายถึง การเปลี่ยนเป้าหมายที่ีตนเองเกิดความรู้สึกไปยังที่อื่น ซึ่งมีผลเสียน้อยกว่า เช่น ถูกหัวหน้าตำหนิรู้สึกโกรธแต่ทำอะไรไม่ได้ กลับมาฉุนเฉียวกับคนที่บ้าน
ค. การใช้เชาวน์ปัญญา ( Intellectualization ) หมายถึง หันเหความสนใจไปสู่การใช้ความคิด ปรัชญาต่างๆ เพื่อเลี่ยงการเผชิญกับสิ่งที่ไม่สบายใจ เช่น ศูนย์หน้าทีมฟุตบอลที่แพ้ หลีกเลี่ยงความรู้สึกว่าตนเองแย่ โดยการหันมาสนใจรายละเอียดเรื่องการวางแผนและขั้นตอนที่บกพร่อง กลไกอันนี้ความจริงเป็นสิ่งดี แต่มีทางแพร่งที่อาจทำให้เป๋ค่อนข้างเยอะเลยถูกจัดให้เป็นกลุ่มรองลงมา ไม่ใช่ดี 1 ประเภท 1 55555555555
ที่เหลือก็เช่น การกระทำที่ตรงกันข้าม ( Reaction - Formation ) , การปลดเปลื้อง ( Undoing ) , การกำหนดรู้ภายนอก ( Externalization ) , การยับยั้งจุดหมาย ( Aim Inhibition ) , การแตกแยก ( Dissociation ) , การแยกอารมณ์ ( Isolation of Affect ) , การควบคุม ( Controlling ) , การให้ความสำคัญทางเพศ ( Sexualization ) การแปรเปลี่ยน ( Conversion ) , การเลียนแบบ ( Identification ) และ การทำให้เป็นสัญลักษณ์ ( Symbolization )
3. กลไกป้องกันตนเองแบบไม่บรรลุวุฒิภาวะ ( Immature Defenses ) เป็นกลไกที่นำไปสู่ความไม่สบายใจอย่างรุนแรงและมักก่อให้เกิดผลเสียต่อผู้อื่นด้วยสิคะ มีประมาณ 19 ชนิด ยกมา 3 เหมือนกัน อิอิอิ
3. กลไกป้องกันตนเองแบบไม่บรรลุวุฒิภาวะ ( Immature Defenses ) เป็นกลไกที่นำไปสู่ความไม่สบายใจอย่างรุนแรงและมักก่อให้เกิดผลเสียต่อผู้อื่นด้วยสิคะ มีประมาณ 19 ชนิด ยกมา 3 เหมือนกัน อิอิอิ
ก. การปฏิเสธ ( Denial ) หมายถึง หลีกเลี่ยงการรับรู้ความเป็นจริงที่ทนรับไม่ได้โดยปฏิเสธการรับรู้ เช่น แพทย์แจ้งว่าเป็นมะเร็ง ผู้ป่วยไม่เชื่อและไม่สนใจในสิ่งที่แพทย์แนะนำ
ข. การโทษผู้อื่น ( Projection ) หมายถึง การโยนความรู้สึกหรือความต้องการที่ตนเองรับไม่ได้ให้เป็นของผู้อื่น เช่น ไม่ชอบหัวหน้างาน แต่เกิดความรู้สึกว่าหัวหน้างานกลั่นแกล้ง ไ่ม่ไว้ใจตนเอง หรือนักเลงสนุ้กเกอร์เล่นแพ้บอกว่าเป็นเพราะสักหลาดชื้นและฝืดเกินไปทำให้ลูกไม่วิ่ง
ค. การหาเหตุผลเข้าข้างตน ( Rationalization ) หมายถึง การหาสิ่งที่เป็นเหตุเป็นผลมาอธิบายความคิด หรือการกระทำของตนเองที่จิตใจยอมรับไม่ได้ บางครั้งก็เพื่อรักษาชื่อเสียงของตนเอาไว้ไม่ให้เสียหน้าหรืออับอาย เช่น ผู้หญิงที่ไม่ยอมแต่งงาน บอกกับเพื่อนว่า อยู่คนเดียวสบายใจกว่า ชีวิตแต่งงานไม่เห็นมีความสุขอะไรเลย ^ ^ … กลไกการป้องกันตัวข้อนี้มีชื่อเล่นว่า”แถ” ค่ะ เพราะบางทีฟังแล้วข้างๆคูๆชอบกล
อย่างอื่นก็เช่น การทำให้คุณค่าลดลง ( Devaluation ) , ความยิ่งใหญ่ ( Omnipotence ) , เพ้อฝัน ( Fantasy ) , การแบ่งแยก ( Spiltting ) , การพุ่งเข้าหาตัวเอง ( Introjection ) , การถดถอย ( Regression ) , การบ่นว่าไม่มีใครยอมช่วยเหลือ ( Help - Prejecting Complaining หุหุหุ ) ฯลฯ
4. กลไกการป้องกันตัวเองแบบโรคจิต ( Psychotic Defenses ) หึหึหึ เป็นกลไกแบบต่ำสุด เมื่อใช้แล้วมักทำให้เกิดการปฏิเสธ และบิดเบือนความจริง มี 3 แบบ คือ การโทษผู้อื่นแบบหลงผิด ( Delusional Projection ), การปฏิเสธแบบโรคจิต ( Psychotic Denial ) และการบิดเบือนแบบโรคจิต ( Psychotic Distortion ) แต่ยกมาอธิบายเพียง 1 คือ….
4. กลไกการป้องกันตัวเองแบบโรคจิต ( Psychotic Defenses ) หึหึหึ เป็นกลไกแบบต่ำสุด เมื่อใช้แล้วมักทำให้เกิดการปฏิเสธ และบิดเบือนความจริง มี 3 แบบ คือ การโทษผู้อื่นแบบหลงผิด ( Delusional Projection ), การปฏิเสธแบบโรคจิต ( Psychotic Denial ) และการบิดเบือนแบบโรคจิต ( Psychotic Distortion ) แต่ยกมาอธิบายเพียง 1 คือ….
การโทษผู้อื่นแบบหลงผิด ( Delusional Projection ) หมายถึง การใช้กลไกแบบโทษผู้อื่น อย่างรุนแรงจนเกิดการสูญเสียการทดสอบความจริง และมีอาการหลงผิดร่วมด้วย เช่น ผู้ป่วยคิดว่าตัวเองเป็นบุคคลสำคัญยิ่งใหญ่จนมีคนลอบสังหาร และติดตามตัวเขาได้เนื่องจากมีผู้กระจายข่าวอยู่ในปาก …
ตัวอย่างการใช้กลไกการป้องกันตัวเองจนเป็นนิสัยและอาจเกิดปัญหา
ตัวอย่างการใช้กลไกการป้องกันตัวเองจนเป็นนิสัยและอาจเกิดปัญหา
1. Repression เก็บกด…ใช้บ่อยๆจะกลายเป็นคนขี้ลืม และไม่รู้จักการแก้ไขปัญหา
2. Fantasy เพ้อฝัน…ใช้บ่อยๆจะทำให้เป็นคนเฉื่อยชา ไม่ขวนขวาย
3. Rationalization …การอ้างเหตุผล (แถ) ถ้าใช้บ่อยๆจนชินมีโอกาสพัฒนาเป็น Projection (โทษผู้อื่น) ได้ง่ายดายมากค่ะ
4. Displacement …การเปลี่ยนเป้าหมายไปสู่สิ่งที่มีผลเสียน้อยกว่า กลไกชนิดนี้มักพบบ่อยในผู้ป่วย Phobic Neurosis( โรคประสาทกลัวที่รุนแรงเกินกว่าเหตุและไม่สมเหตุผล)
5. Projection… โทษผู้อื่น ใช้บ่อยๆจะก้าวร้าว ไม่รู้จักแก้ไขปัญหา ขาดความรับผิดชอบ สุกเอาเผากิน
Defence mechanism คือกลไกการป้องกันตนเองทางจิตของมนุษย์ เป็นการหา ทางออกให้ กับจิตใจ เมื่อมนุษย์เผชิญสถานการณ์ที่เลวร้าย หรือเป็นข้อแก้ตัว ให้ตนเองเพื่อแก้ไข ความสับสนในจิตใจ หรือการต่อต้านความเจ็บปวดของจิต มีหลายลักษณะ ดังนี้
- Repression คือ การเก็บกด (ระดับจิตไร้สำนึก) เป็นการลืมเรื่องที่กระทบ กระเทือนจิตใจที่ก่อให้เกิดความวิตกกังวล ตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยไม่ทราบว่าตนเคยปัสสาวะราดในห้องเรียนตอนอยู่ชั้นประถมจนกระทั่งได้ รับการบอกเล่าจากแม่ ข้อดีของการเก็บกด คือ ทำให้ลืมความวิตกกังวลได้ แต่ข้อเสีย ทำให้ไม่รู้จักแก้ปัญหาและ ego จะอ่อนแอลงไม่อาจทำหน้าที่ตามที่ควรจะเป็น
- Suppression คือ การเก็บกด (ระดับจิตสำนึก) หรือการลืมบางสิ่งบางอย่างโดยเจตนา ตัวอย่างเช่น กังวลใจหลังสอบแล้วพยายามลืมไปก่อน
- Rationalization คือ การหาเหตุผลเข้าข้างตนเองเมื่อทำพฤติกรรมหรือมีความคิดอย่างใด อย่างหนึ่งที่ไม่เหมาะสม ตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยอ้วนมาก แต่กินอาหารในงานเลี้ยง คืนสู่เหย้าเข้าไปมาก แล้วบอกว่า ของดีๆแบบนี้หากินที่อื่นไม่ได้ หรือนักเรียนหญิง ที่ไปขายตัวช่วยแฟนจ่ายพนันบอล อาจบอกตนเองว่า “ก็แค่นอนกับถุงยาง”
- Sublimation คือ การทดแทนเปลี่ยนแรงผลักดันภายในจิตใจไปสู่การกระทำที่สังคมยอมรับ ตัวอย่างเช่น คนที่ก้าวร้าวจะเลือกอาชีพเป็นนักมวย หรือศัลยแพทย์
- Projection คือ การโยนความรู้สึก ความคิด ความปรารถนาของตนที่ไม่เป็นที่ยอมรับให้กับผู้อื่นหรือสิ่งอื่นๆ ตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยไม่ชอบเพื่อนร่วมงานเกิดความรู้สึกว่าเพื่อน ไม่ชอบ ไม่ไว้ใจตนเอง
- Displacement คือ การแทนที่โดยเมื่อมีความรู้สึก นึกคิดที่ไม่เหมาะสม ego จะเปลี่ยนให้ไปยังสิ่งอื่นๆแทน ตัวอย่างเช่น ผู้หญิงที่เกลียดพ่อที่ดื่มสุราจะกลายเป็นความรู้สึกเกลียดผู้ชายทุกคนที่ ดื่มสุรา
- Identification คือ การเลียนแบบหรือการเอาอย่างซึ่งเกิดเองโดยอัตโนมัติเมื่อเกิดมีความศรัทธาในคนใดคนหนึ่ง
- Regression คือ การถดถอยไปสู่ระดับของบุคลิกภาพซึ่งมีพฤติกรรมแบบเด็กๆ เกิดเมื่อมีความขัดแย้งในจิตใจ เช่น เถียงสู้เพื่อนๆไม่ได้ เลยร้องไห้เหมือนเด็กๆ
- Introjection คือ การนำเข้ามาสู่ตนเอง เป็นการลงโทษตัวเอง
- Isolation คือ การแยกอารมณ์ออกจากความคิดและความปรารถนา
- Reaction formation คือ การแสดงปฏิกิริยาตรงข้ามกับความปรารถนาที่แท้จริงโดยเก็บกดไว้ในจิตไร้สำนึก ตัวอย่างเช่น ผู้ที่มีความเป็น homosexual ในจิตไร้สำนึกจะแสดงอาการรังเกียจเกย์อย่างมาก
- Substitution เกิดเมื่อต้องการสิ่งใดอย่างมากแต่ไม่สามารถมีได้ จึงใช้สิ่งอื่นมาทดแทนที่คล้ายคลึงกันในระดับจิตไร้สำนึก
- Restitution เป็นการทดแทนโดยใช้สิ่งที่คล้ายกันมาแทน เช่น สุนัขตายไป จึงซื้อตัวใหม่
- Resistance เป็นการที่จิตไร้สำนึกหลีกลี่ยงหรือต่อต้านกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยที่บุคคลนั้นไม่รับรู้โดยจิตสำนึก
- Fantasy เป็นการสร้างเรื่องราวที่ไม่เป็นจริงขึ้นมาในใจเพื่อให้สมปรารถนา เป็นการหลบหนีจากโลกความเป็นจริงที่ไม่น่าอยู่
- Symbolization ใช้สิ่งหนึ่งเป็นตัวแทนอีกสิ่งหนึ่งเป็นสิ่งต้องห้ามหรือไม่เป็นที่ยอมรับ ของสังคม สิ่งที่ทดแทนนี้เป็นสัญลักษณ์ที่รู้กันทั่วไป เช่น ศาลพระภูมิแทนพ่อ
- Conversion คือการเปลี่ยนความขัดแย้งในจิตใจเกิดเป็นอาการทางกายเช่น ปวดหลัง ปวดท้อง เพื่อดึงความสนใจของจิตสำนึกไปสู่อาการทาง ร่างกายแทน
- Compensation คือการทดแทนความไม่สมบูรณ์ในตนเองโดยการชดเชยด้วยสิ่งอื่นๆ
- Denial คือการปฏิเสธความเป็นจริงที่ไม่สามารถยอมรับได้โดยง่าย
- Undoing เป็นการกระทำที่ตรงข้ามกับแรงขับที่ไม่ดีเพื่อลบล้างสิ่งเหล่านั้น เช่น ที่พบในอาการย้ำคิดย้ำทำ

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น