Organizational Behavior
การศึกษาพฤติกรรมองค์การ (Organizational Behavior)
เป็นการศึกษาค้นคว้าในเรื่องเจตคติ และพฤติกรรมของความแตกต่างของ “ทัศนคติ” กับ “เจตคติ”
เจตคติ : นาย ก เป็นคนน่าคบ เป็นคนดี ขำขัน และเป็นมิตร
ขอบเขตและความหมายของพฤติกรรมองค์การ Organization Behavior (OB)
“เป็นสาขาวิชาที่มีทฤษฎีวิธีการและหลักการซึ่งได้มาจากศาสตร์หลายแขนงวิชาด้วยกันเพื่อใช้ในการศึกษาเกี่ยวกับการรับรู้ของบุคคล ปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่ปฏิบัติงานร่วมกันเป็นกลุ่มตลอดจนพฤติกรรมที่เป็นภาพรวมระดับองค์การ มีการวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากสภาพแวดล้อมภายนอกต่อองค์การโดยเฉพาะส่งผลต่อทรัพยากรมนุษย์ ภารกิจ วัตถุประสงค์และกลยุทธ์ขององค์การ” (Gibson et.al., 1997)
ขอบเขตและความหมายของพฤติกรรมองค์การ
1. เป็นพฤติกรรมของมนุษย์ที่เกิดขึ้นในองค์การแบ่งเป็น 3 ระดับ
- พฤติกรรมมนุษย์ระดับบุคคล
- ระดับกลุ่ม
- ระดับองค์การ
2. เป็นการผสมของศาสตร์แขนงต่าง ๆ (พหุวิชา)
3. มุ่งเน้นการศึกษาเกี่ยวกับการแสดงพฤติกรรมของมนุษย์
ในองค์การ เช่น เจตคติ การรับรู้ ความสามารถในการ
เรียนรู้ เป้าหมายที่บุคคลมีต่อองค์การ
4. เน้นการปฏิบัติเป็นสำคัญ (Performance oriented)
“เพราะเหตุใดผลการปฏิบัติงานจึงต่ำ/สูง”
“ถ้าต้องการเพิ่มผลงานให้สูงขึ้น จะต้องทำอย่างไร”
5. ให้การยอมรับว่าสิ่งแวดล้อมภายนอกมีผลกระทบอย่างมากต่อองค์การ
6. มีแนวคิด หลักการและแนวทางปฏิบัติที่เป็นผลจากการวิจัย ทางวิทยาศาสตร์ที่มีความน่าเชื่อถือได้
7. มุ่งเน้นการประยุกต์ใช้ (Applications orientation) ได้จริงภายในองค์การ
นิยามที่ 2
o “พฤติกรรมองค์การ (OB) “เป็นสาขาวิชาหนึ่งที่พยายามศึกษาค้นหาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากบุคคล กลุ่มบุคคลและโครงสร้างที่มีต่อ พฤติกรรมภายในองค์การ เพื่อนำความรู้ที่ได้ดังกล่าวมาปรับปรุงการดำเนินงานขององค์การให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น” (Robbins, 1998)
สรุปประเด็นสำคัญ
• พฤติกรรมองค์การเป็นสาขาวิชาหนึ่ง ซึ่งบ่งชี้ถึงความเชี่ยวชาญที่มีองค์ความรู้ร่วมกัน
• ศึกษาค้นคว้าเพื่อหาความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมในองค์การแบ่งออกได้ 3 ระดับ คือ ระดับบุคคล ระดับกลุ่มและระดับโครงสร้าง
• ความรู้ที่ได้จากการศึกษาพฤติกรรมองค์การทั้ง 3 ระดับดังกล่าว นำมาเพื่อใช้ในการทำให้การดำเนินงานขององค์การมีประสิทธิผล ยิ่งขึ้น
สรุป
o “พฤติกรรมองค์การ” ศึกษาในเรื่องของงาน พฤติกรรมการทำงาน การหมุนเวียนงาน การขาดงาน การลาออกจากงาน การสร้างผลผลิต การปฏิบัติงานของมนุษย์ และการบริหารจัดการของคน การแสดงออกของบุคคลในการทำงาน
o “คนทำอะไรในองค์การ”
o “พฤติกรรมของคนดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติงานในองค์การอย่างไร”
ศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับวิชาพฤติกรรมองค์การ
สาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมองค์การ
1.จิตวิทยา(Psychology) ศาสตร์ระดับองค์การ คือการเข้าใจถึงกระบวนการทางจิตใจแต่ละคนครอบคลุมกว้างๆ กับการทำงานและแก้ไขอุปสรรค เช่นการเรียนรู้ อารมณ์ การจูงใจ ทัศนคติ
2.สังคมวิทยา(Sociology) ศาสตร์ระดับสังคมการรวมตัวในสังคม กลุ่มคน พฤติกรรมปัจเจกบุคคลได้แก่ พลวัต ออกแบบทีมงาน วัฒนธรรม โครงสร้างองค์การ ความขัดแย้ง
3.จิตวิทยาสังคม (Social Psychology) คือการนำเอาจิตวิทยาและสังคมวิทยามารวมกัน ศึกษาอิทธิพลที่มีผลกระทบต่อกัน เช่นการวัดความเข้าใจ ทำความเข้าใจ เปลี่ยนแปลงทัศนคติ
4.มานุษยวิทยา(Anthropology) เกี่ยวกับกิจกรรมต่างๆของคน วัฒนธรรมแวดล้อม ข้อแตกต่าง ค่านิยมพื้นฐาน ทัศนคติ ระหว่างบุคคลแต่ละประเทศ
5.รัฐศาสตร์(Political Science) อำนาจทางการเมืองการปกครอง บริหารรัฐกิจ การระหว่างประเทศเทศ เกี่ยวกับอำนาจบังคับบัญชา การสั่งการ การบริหารความขัดแย้ง เจรจาต่อรอง
พฤติกรรมองค์การจำเป็นต้องศึกษาอย่างมีระบบ
o พฤติกรรมสามารถคาดคะเนได้
o พฤติกรรมการยกมือของนักเรียน หมายถึงต้องการซักถาม หรืออยากแสดงความคิดเห็น การขออนุญาตเข้าห้องน้ำ
o ทุกคนเข้าไปในลิฟท์ มักจะหันหน้าเข้าหาประตู
o ให้ความสำคัญต่อข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง
o พฤติกรรมมิใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเองโดยบังเอิญ แต่เกิดขึ้นเพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายที่คนนั้นเชื่อ อาจผิดหรือถูกก็ได้
o ช่วยให้คาดหมายพฤติกรรมของผู้นั้นได้
o ความแตกต่างระหว่างบุคคลทำให้ตีความสถานการณ์เดียวกัน ออกมาไม่เหมือนกัน
o การศึกษาพฤติกรรมอย่างมีระบบคือการหาความสัมพันธ์ของข้อมูล ด้วยเชิงเหตุผลเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่มีพื้นฐานรองรับด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
การศึกษาพฤติกรรมองค์การจากภารกิจของผู้จัดการ/ผู้บริหาร
ผู้จัดการ (Manager) คือ
“ผู้ที่ทำให้งานสำเร็จโดยอาศัยผู้อื่น”
“เป็นผู้ตัดสินใจในการจัดสรรทรัพยากร”
“เป็นผู้กำกับดูแลการปฏิบัติงานของผู้อื่นเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนด”
องค์การ (Organization) เป็นสถานที่ปฏิบัติภารกิจของผู้จัดการ ประกอบด้วยบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป ปฏิบัติภารกิจที่มีเป้าหมายร่วมกัน เพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายดังกล่าว
ความแตกต่างระหว่าง “ผู้จัดการ” กับ “ผู้บริหาร”
“ผู้จัดการ” Manager เน้นในเรื่องการนำนโยบายไปปฏิบัติ ใช้กับหน่วยงานธุรกิจเอกชน มุ่งผลประโยชน์ด้านกำไร
“ผู้บริหาร” Administrator เน้นในเรื่องการกำหนดนโยบาย ใช้กับหน่วยงานภาคราชการ หรือองค์การที่ประกอบกิจการโดยมิได้มุ่งผลกำไร
1. แนวคิดของฟาโย (Henri Fayol) ที่มองภารกิจของผู้บริหาร โดยอิงกับ
งานที่เป็นหน้าที่ทางบริหาร (Management functions)
2. แนวคิดของมินซ์เบอร์ก (Henry Mintzberg) ที่มองภารกิจของผู้บริหารจาก บทบาทด้านบริหาร (Managerial roles)
การศึกษาพฤติกรรมองค์การจากภารกิจของผู้จัดการ/ผู้บริหาร
ระดับของผู้บริหาร
ทักษะของผู้บริหาร
4. แนวคิดของลูเธนส์ ( Fred Luthans) มาจากงานวิจัยเพื่อหาว่าผู้บริหาร ที่มีประสิทธิผลและผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จ จะปฏิบัติภารกิจหรือกิจกรรมอะไรบ้าง
o กิจกรรมการบริหารงานตามหน้าที่เดิม (วางแผน การตัดสินใจ การควบคุม)
o กิจกรรมที่เกี่ยวกับการสื่อสาร (การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารที่เป็นงานประจำ การปฏิบัติงานด้านเอกสาร)
o กิจกรรมการบริหารทรัพยากรมนุษย์ (การจูงใจ งานด้านวินัย การบริหารความขัดแย้ง จัดอัตรากำลัง การฝึกอบรม)
o กิจกรรมที่เกี่ยวกับการสร้างเครือข่าย (กิจกรรมด้านสังคม กิจกรรมเชิงการเมือง การปฎิสัมพันธ์กับบุคคลภายนอก
การแสดงปริมาณเวลาที่ผู้บริหารใช้ปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ
ผู้บริหารที่มีประสิทธิภาพ จะใช้เวลามากที่สุดเกี่ยวกับ การสื่อสาร 44 %
แนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมองค์การ
1.การเกิดชุมชนหรือหมู่บ้านโลก (The creation of a global village) : ผู้บริการจำเป็นต้องเข้าใจถึงความแตกต่างของภาษาและวัฒนธรรมมากที่สุด
2.จากองค์การที่มีพนักงานแบบเดียวกันไปเป็นพนักงานที่หลากหลาย มากขึ้น (From “everyone’s the same” to workforce diversity) : ผู้บริหารต้องหาวิธีจัดฝึกอบรม จัดกิจกรรมทางสังคมให้เกิดความรู้สึกว่าเป็นครอบครัวเดียวกัน
3.มีการมุ่งเน้นการปรับปรุงด้านคุณภาพและด้านเพิ่มผลิตผล (Toward improving quality and productivity) : ใช้มาตรการลดต้นทุนค่าใช้จ่าย เพิ่มผลผลิตให้สูงขึ้นด้วยวิธีการบริหารสุขภาพแบบองค์รวม Total Quality Management (TQM)
***การจัดการคุณภาพทั่วทั้งองค์การ (Total Quantity Management : TQM)
หมายถึง แนวคิดการบริหารองค์การที่สร้าง และปรับปรุงการปฏิบัติงาน ให้เกิดคุณภาพในทุกระดับ ทุกระบบ อย่างต่อเนื่อง
โดยการมีส่วนร่วมของทุกคนในองค์การ
***การบริหารคุณภาพโดยรวม TQM -Total Quality Management
เน้นลูกค้าเป็นหลัก สร้างความพึงพอใจทั้งลูกค้าภายนอกและลูกค้าภายใน
ปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
ปรับปรุงทุกอย่างที่องค์การทำ
มีมาตรฐานในการวัดผลที่ถูกต้อง เปรียบเทียบกับมาตรฐาน พร้อมวิเคราะห์หาสาเหตุและแก้ไข
ให้อำนาจการตัดสินใจ (Empowerment) ให้แก่พนักงาน
พลังผลักดันทำให้องค์การจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง
- การรวมตัวกันเป็นกลุ่มเพื่อรักษาผลประโยชน์
- ลักษณะของกำลังแรงงาน(Nature of the Workforce)
เชื้อชาติ ภาษา วัฒนธรรมระดับความรู้ อาชีพที่แตกต่างทำให้ต้องปรับปรุงพนักงาน
เพื่อให้สามารถทำงานด้วยกันได้ ด้วยการฝึกอบรมทักษะอื่นๆให้กับพนักงาน
4.มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะด้านมนุษย์ (Improving people skills)
ทักษะการเป็นผู้ฟังที่มีประสิทธิผล
วิธีการประเมินผลการปฏิบัติงาน
เทคนิคการกระจายอำนาจ
วิธีการสร้างทีมงาน
5.เปลี่ยนจากการบริหารที่เน้นการควบคุมไปเป็นการมอบหมายอำนาจ การตัดสินใจ (From management control to empowerment)
ผู้ฝึกสอน (Coach) ที่ปรึกษา (advisors) ผู้อำนวยความสะดวก (Facilitators)
เพื่อนร่วมงาน (Associates) เพื่อนร่วมทีม (Teammates)
ทีมงานบริหารจัดการตนเอง (Self managed teams) โดยไม่มีหัวหน้า หรือผู้ควบคุม
6.เปลี่ยนแนวคิดจากเคยเน้นเรื่องความมั่นคงไปเป็นมีความสามารถยืดหยุ่น ได้มากขึ้น (From stability to flexibility)
7.มุ่งเน้นการปรับปรุงพฤติกรรมด้านจริยธรรมมากขึ้น (Improving ethical behavior) และมีความรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate Social Responsibility)
เป็นการศึกษาค้นคว้าในเรื่องเจตคติ และพฤติกรรมของความแตกต่างของ “ทัศนคติ” กับ “เจตคติ”
- ทัศนคติ หมายถึง แนวความคิดเห็น (เน้นข้อเท็จจริงมากกว่าอารมณ์)
- เจตคติ [เจตะคติ] หมายถึง ท่าทีหรือความรู้สึกของบุคคลต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง (มุ่งเน้นที่อารมณ์ความรู้สึกมากกว่าข้อเท็จจริง)เช่น
เจตคติ : นาย ก เป็นคนน่าคบ เป็นคนดี ขำขัน และเป็นมิตร
ขอบเขตและความหมายของพฤติกรรมองค์การ Organization Behavior (OB)
“เป็นสาขาวิชาที่มีทฤษฎีวิธีการและหลักการซึ่งได้มาจากศาสตร์หลายแขนงวิชาด้วยกันเพื่อใช้ในการศึกษาเกี่ยวกับการรับรู้ของบุคคล ปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่ปฏิบัติงานร่วมกันเป็นกลุ่มตลอดจนพฤติกรรมที่เป็นภาพรวมระดับองค์การ มีการวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากสภาพแวดล้อมภายนอกต่อองค์การโดยเฉพาะส่งผลต่อทรัพยากรมนุษย์ ภารกิจ วัตถุประสงค์และกลยุทธ์ขององค์การ” (Gibson et.al., 1997)
ขอบเขตและความหมายของพฤติกรรมองค์การ
1. เป็นพฤติกรรมของมนุษย์ที่เกิดขึ้นในองค์การแบ่งเป็น 3 ระดับ
- พฤติกรรมมนุษย์ระดับบุคคล
- ระดับกลุ่ม
- ระดับองค์การ
2. เป็นการผสมของศาสตร์แขนงต่าง ๆ (พหุวิชา)
3. มุ่งเน้นการศึกษาเกี่ยวกับการแสดงพฤติกรรมของมนุษย์
ในองค์การ เช่น เจตคติ การรับรู้ ความสามารถในการ
เรียนรู้ เป้าหมายที่บุคคลมีต่อองค์การ
4. เน้นการปฏิบัติเป็นสำคัญ (Performance oriented)
“เพราะเหตุใดผลการปฏิบัติงานจึงต่ำ/สูง”
“ถ้าต้องการเพิ่มผลงานให้สูงขึ้น จะต้องทำอย่างไร”
5. ให้การยอมรับว่าสิ่งแวดล้อมภายนอกมีผลกระทบอย่างมากต่อองค์การ
6. มีแนวคิด หลักการและแนวทางปฏิบัติที่เป็นผลจากการวิจัย ทางวิทยาศาสตร์ที่มีความน่าเชื่อถือได้
7. มุ่งเน้นการประยุกต์ใช้ (Applications orientation) ได้จริงภายในองค์การ
นิยามที่ 2
o “พฤติกรรมองค์การ (OB) “เป็นสาขาวิชาหนึ่งที่พยายามศึกษาค้นหาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากบุคคล กลุ่มบุคคลและโครงสร้างที่มีต่อ พฤติกรรมภายในองค์การ เพื่อนำความรู้ที่ได้ดังกล่าวมาปรับปรุงการดำเนินงานขององค์การให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น” (Robbins, 1998)
สรุปประเด็นสำคัญ
• พฤติกรรมองค์การเป็นสาขาวิชาหนึ่ง ซึ่งบ่งชี้ถึงความเชี่ยวชาญที่มีองค์ความรู้ร่วมกัน
• ศึกษาค้นคว้าเพื่อหาความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมในองค์การแบ่งออกได้ 3 ระดับ คือ ระดับบุคคล ระดับกลุ่มและระดับโครงสร้าง
• ความรู้ที่ได้จากการศึกษาพฤติกรรมองค์การทั้ง 3 ระดับดังกล่าว นำมาเพื่อใช้ในการทำให้การดำเนินงานขององค์การมีประสิทธิผล ยิ่งขึ้น
สรุป
o “พฤติกรรมองค์การ” ศึกษาในเรื่องของงาน พฤติกรรมการทำงาน การหมุนเวียนงาน การขาดงาน การลาออกจากงาน การสร้างผลผลิต การปฏิบัติงานของมนุษย์ และการบริหารจัดการของคน การแสดงออกของบุคคลในการทำงาน
o “คนทำอะไรในองค์การ”
o “พฤติกรรมของคนดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติงานในองค์การอย่างไร”
ศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับวิชาพฤติกรรมองค์การ
สาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมองค์การ
1.จิตวิทยา(Psychology) ศาสตร์ระดับองค์การ คือการเข้าใจถึงกระบวนการทางจิตใจแต่ละคนครอบคลุมกว้างๆ กับการทำงานและแก้ไขอุปสรรค เช่นการเรียนรู้ อารมณ์ การจูงใจ ทัศนคติ
2.สังคมวิทยา(Sociology) ศาสตร์ระดับสังคมการรวมตัวในสังคม กลุ่มคน พฤติกรรมปัจเจกบุคคลได้แก่ พลวัต ออกแบบทีมงาน วัฒนธรรม โครงสร้างองค์การ ความขัดแย้ง
3.จิตวิทยาสังคม (Social Psychology) คือการนำเอาจิตวิทยาและสังคมวิทยามารวมกัน ศึกษาอิทธิพลที่มีผลกระทบต่อกัน เช่นการวัดความเข้าใจ ทำความเข้าใจ เปลี่ยนแปลงทัศนคติ
4.มานุษยวิทยา(Anthropology) เกี่ยวกับกิจกรรมต่างๆของคน วัฒนธรรมแวดล้อม ข้อแตกต่าง ค่านิยมพื้นฐาน ทัศนคติ ระหว่างบุคคลแต่ละประเทศ
5.รัฐศาสตร์(Political Science) อำนาจทางการเมืองการปกครอง บริหารรัฐกิจ การระหว่างประเทศเทศ เกี่ยวกับอำนาจบังคับบัญชา การสั่งการ การบริหารความขัดแย้ง เจรจาต่อรอง
พฤติกรรมองค์การจำเป็นต้องศึกษาอย่างมีระบบ
o พฤติกรรมสามารถคาดคะเนได้
o พฤติกรรมการยกมือของนักเรียน หมายถึงต้องการซักถาม หรืออยากแสดงความคิดเห็น การขออนุญาตเข้าห้องน้ำ
o ทุกคนเข้าไปในลิฟท์ มักจะหันหน้าเข้าหาประตู
o ให้ความสำคัญต่อข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง
o พฤติกรรมมิใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเองโดยบังเอิญ แต่เกิดขึ้นเพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายที่คนนั้นเชื่อ อาจผิดหรือถูกก็ได้
o ช่วยให้คาดหมายพฤติกรรมของผู้นั้นได้
o ความแตกต่างระหว่างบุคคลทำให้ตีความสถานการณ์เดียวกัน ออกมาไม่เหมือนกัน
o การศึกษาพฤติกรรมอย่างมีระบบคือการหาความสัมพันธ์ของข้อมูล ด้วยเชิงเหตุผลเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่มีพื้นฐานรองรับด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
การศึกษาพฤติกรรมองค์การจากภารกิจของผู้จัดการ/ผู้บริหาร
ผู้จัดการ (Manager) คือ
“ผู้ที่ทำให้งานสำเร็จโดยอาศัยผู้อื่น”
“เป็นผู้ตัดสินใจในการจัดสรรทรัพยากร”
“เป็นผู้กำกับดูแลการปฏิบัติงานของผู้อื่นเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนด”
องค์การ (Organization) เป็นสถานที่ปฏิบัติภารกิจของผู้จัดการ ประกอบด้วยบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป ปฏิบัติภารกิจที่มีเป้าหมายร่วมกัน เพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายดังกล่าว
ความแตกต่างระหว่าง “ผู้จัดการ” กับ “ผู้บริหาร”
“ผู้จัดการ” Manager เน้นในเรื่องการนำนโยบายไปปฏิบัติ ใช้กับหน่วยงานธุรกิจเอกชน มุ่งผลประโยชน์ด้านกำไร
“ผู้บริหาร” Administrator เน้นในเรื่องการกำหนดนโยบาย ใช้กับหน่วยงานภาคราชการ หรือองค์การที่ประกอบกิจการโดยมิได้มุ่งผลกำไร
1. แนวคิดของฟาโย (Henri Fayol) ที่มองภารกิจของผู้บริหาร โดยอิงกับ
งานที่เป็นหน้าที่ทางบริหาร (Management functions)
2. แนวคิดของมินซ์เบอร์ก (Henry Mintzberg) ที่มองภารกิจของผู้บริหารจาก บทบาทด้านบริหาร (Managerial roles)
การศึกษาพฤติกรรมองค์การจากภารกิจของผู้จัดการ/ผู้บริหาร
- งานในด้านผู้นำหรือหัวหน้างาน หมายถึง “ภาระหน้าที่ของบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่ปฏิบัติตนเป็นผู้นำภายในองค์การ”
- งานในด้านภารกิจหรือสิ่งที่ต้องทำ หมายถึง “การจัดระเบียบทรัพยากรต่างๆในองค์การ และการประสานกิจกรรมต่างๆเข้าด้วยกัน”
- งานในด้านความรับผิดชอบ หมายถึง “ต้องทำให้งานต่างๆสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ด้วยการอาศัยบุคคลต่างๆในองค์การให้ช่วยกันทำให้บังเกิดผล”
ระดับของผู้บริหาร
ทักษะของผู้บริหาร
- ทักษะทางด้านเทคนิคการทำงาน (Technical Skill) : ความสามารถในการทำงานอย่างเชี่ยวชาญ มีความสำคัญต่อผู้ปฏิบัติงานและผู้บริหารระดับต้น
- ทักษะทางด้านมนุษย์สัมพันธ์ (Human Skill) : รู้จักตนเองและความสามารถในการเข้าใจความรู้สึกของคนอื่น มีความสำคัญต่อผู้บริหารระดับสูง กลาง ต้น
- ทักษะทางด้านความคิด (Conceptual Skill) : ใช้ความคิดในเชิงวิเคราะห์ แก้ปัญหา คิดริเริ่มสร้างสรรค์ มองการณ์ไกล มีความสำคัญสำหรับผู้บริหารระดับสูง
4. แนวคิดของลูเธนส์ ( Fred Luthans) มาจากงานวิจัยเพื่อหาว่าผู้บริหาร ที่มีประสิทธิผลและผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จ จะปฏิบัติภารกิจหรือกิจกรรมอะไรบ้าง
o กิจกรรมการบริหารงานตามหน้าที่เดิม (วางแผน การตัดสินใจ การควบคุม)
o กิจกรรมที่เกี่ยวกับการสื่อสาร (การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารที่เป็นงานประจำ การปฏิบัติงานด้านเอกสาร)
o กิจกรรมการบริหารทรัพยากรมนุษย์ (การจูงใจ งานด้านวินัย การบริหารความขัดแย้ง จัดอัตรากำลัง การฝึกอบรม)
o กิจกรรมที่เกี่ยวกับการสร้างเครือข่าย (กิจกรรมด้านสังคม กิจกรรมเชิงการเมือง การปฎิสัมพันธ์กับบุคคลภายนอก
การแสดงปริมาณเวลาที่ผู้บริหารใช้ปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ
ผู้บริหารที่มีประสิทธิภาพ จะใช้เวลามากที่สุดเกี่ยวกับ การสื่อสาร 44 %
แนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมองค์การ
1.การเกิดชุมชนหรือหมู่บ้านโลก (The creation of a global village) : ผู้บริการจำเป็นต้องเข้าใจถึงความแตกต่างของภาษาและวัฒนธรรมมากที่สุด
2.จากองค์การที่มีพนักงานแบบเดียวกันไปเป็นพนักงานที่หลากหลาย มากขึ้น (From “everyone’s the same” to workforce diversity) : ผู้บริหารต้องหาวิธีจัดฝึกอบรม จัดกิจกรรมทางสังคมให้เกิดความรู้สึกว่าเป็นครอบครัวเดียวกัน
3.มีการมุ่งเน้นการปรับปรุงด้านคุณภาพและด้านเพิ่มผลิตผล (Toward improving quality and productivity) : ใช้มาตรการลดต้นทุนค่าใช้จ่าย เพิ่มผลผลิตให้สูงขึ้นด้วยวิธีการบริหารสุขภาพแบบองค์รวม Total Quality Management (TQM)
***การจัดการคุณภาพทั่วทั้งองค์การ (Total Quantity Management : TQM)
หมายถึง แนวคิดการบริหารองค์การที่สร้าง และปรับปรุงการปฏิบัติงาน ให้เกิดคุณภาพในทุกระดับ ทุกระบบ อย่างต่อเนื่อง
โดยการมีส่วนร่วมของทุกคนในองค์การ
***การบริหารคุณภาพโดยรวม TQM -Total Quality Management
เน้นลูกค้าเป็นหลัก สร้างความพึงพอใจทั้งลูกค้าภายนอกและลูกค้าภายใน
ปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
ปรับปรุงทุกอย่างที่องค์การทำ
มีมาตรฐานในการวัดผลที่ถูกต้อง เปรียบเทียบกับมาตรฐาน พร้อมวิเคราะห์หาสาเหตุและแก้ไข
ให้อำนาจการตัดสินใจ (Empowerment) ให้แก่พนักงาน
พลังผลักดันทำให้องค์การจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง
- การรวมตัวกันเป็นกลุ่มเพื่อรักษาผลประโยชน์
- ลักษณะของกำลังแรงงาน(Nature of the Workforce)
เชื้อชาติ ภาษา วัฒนธรรมระดับความรู้ อาชีพที่แตกต่างทำให้ต้องปรับปรุงพนักงาน
เพื่อให้สามารถทำงานด้วยกันได้ ด้วยการฝึกอบรมทักษะอื่นๆให้กับพนักงาน
4.มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะด้านมนุษย์ (Improving people skills)
ทักษะการเป็นผู้ฟังที่มีประสิทธิผล
วิธีการประเมินผลการปฏิบัติงาน
เทคนิคการกระจายอำนาจ
วิธีการสร้างทีมงาน
5.เปลี่ยนจากการบริหารที่เน้นการควบคุมไปเป็นการมอบหมายอำนาจ การตัดสินใจ (From management control to empowerment)
ผู้ฝึกสอน (Coach) ที่ปรึกษา (advisors) ผู้อำนวยความสะดวก (Facilitators)
เพื่อนร่วมงาน (Associates) เพื่อนร่วมทีม (Teammates)
ทีมงานบริหารจัดการตนเอง (Self managed teams) โดยไม่มีหัวหน้า หรือผู้ควบคุม
6.เปลี่ยนแนวคิดจากเคยเน้นเรื่องความมั่นคงไปเป็นมีความสามารถยืดหยุ่น ได้มากขึ้น (From stability to flexibility)
7.มุ่งเน้นการปรับปรุงพฤติกรรมด้านจริยธรรมมากขึ้น (Improving ethical behavior) และมีความรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate Social Responsibility)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น