5 Levels of Leadership
5 Levels of Leadership
ระดับที่1: ผู้นำตามตำแหน่งหน้าที่ (Position)
คนที่ได้รับตำแหน่งใหญ่โต และ เป็นตำแหน่งที่จะต้องทำหน้าที่เป็นผู้นำของหน่วยงานหรือองค์กร
ผู้นำประเภทนี้จะยึดกฎเกณฑ์ ข้อบังคับ นโยบาย และผังองค์กรต่างๆ เพื่อควบคุมคนอื่น
ผู้ตามยอมทำตามเพราะเพียงแค่ว่าเรามีตำแหน่งเป็นหัวหน้าเขา ไม่ใช่เป็นการยอมทำตามในฐานะที่เราเป็นผู้นำที่เขาไว้วางใจและเชื่อใจ แต่ตามเพราะว่า เรามีตำแหน่งค้ำคออยู่ ถ้าลูกน้องไม่ตามเราก็อาจจะมีปัญหาทางด้านผลงานก็ได้
พฤติกรรมของลูกน้องที่มองผู้นำตนเองเป็นแค่เพียงผู้นำตามตำแหน่งก็คือ
ไม่เชื่อมือในการทำงาน บางครั้งก็ไม่ยอมทำตามสิ่งที่ผู้นำบอก
ทำตามสิ่งที่บอก ก็ทำด้วยความไม่เต็มใจสักเท่าไหร่ แต่ขัดไม่ได้ เพราะนายสั่งให้ทำ
พนักงานไม่รู้สึกถึงความสนิทสนมด้วย จะมีก็แค่เรื่องงานเท่านั้น เรื่องส่วนตัว หรือเรื่องอื่นๆ ก็ไม่สนใจ
เมื่อไหร่ที่ผู้นำหมดอำนาจหน้าที่ตามตำแหน่ง ก็จะหมดคนเชื่อฟังในทันที
ระดับที่ 2: ผู้นำโดยการยอมรับ/ ผู้นำโดยการสร้างสัมพันธ์ที่ดี (Permission)
พื้นฐานสำคัญทั้งหมดอยู่ที่ความสัมพันธ์กับผู้อื่น ผู้คนจะยอมทำตามเพราะพวกเขาอยากจะทำ
เป็นระดับที่จะเริ่มทำให้ผู้ตามยอมทำตามด้วยความเต็มใจ
เป้าหมายไม่ใช่การรักษาตำแหน่งของตัวเอง แต่ เป็นการทำความรู้จักผู้คนของเขา เพื่อเป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกันอย่างยั่งยืนและแน่นแฟ้น
แนวทางในการสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ตาม
ให้ความใส่ใจในตัวผู้ตาม
มีความเป็นธรรม
สื่อความกับผู้ตามอยู่เสมอ
ทำให้ผู้อื่นเป็นคนสำคัญ
ระดับที่ 3: ผู้นำจากการสร้างผลงาน (Production)
ผู้ตามยินดีทำตามก็เพราะตัวผู้นำสามารถสร้างผลงานชั้นดีให้ผู้ตามได้เห็น
ผู้นำที่สร้างผลงานที่ดี จนผู้ตามให้การยอมรับ และเหตุผลที่ยอมทำตามผู้นำก็คือ มีความเชื่อมั่นในตัวผู้นำว่า จะสามารถนำพาองค์กรไปสู่อนาคตที่ดีขึ้นได้
ผู้ตามเริ่มทำตามผู้นำ อีกทั้งผู้นำจะมีความน่าเชื่อถือ และสามารถโน้มน้าวหรือผลักดันให้คนอื่นทำสิ่งต่างๆได้เพื่อองค์กร
ผู้นำในระดับที่ 3 จะกลายเป็นผู้เริ่มต้นสร้างการเปลี่ยนแปลง สามารถเผชิญกับปัญหาและอุปสรรคสลับซับซ้อนได้ สามารถตัดสินใจเรื่องยากๆได้ และพาคนของเขาทำงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
คุณสมบัติของการเป็นผู้นำโดยการสร้างผลงาน
มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน ผู้นำที่สามารถสร้างภาพในอนาคตได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น Steve Jobs, Henry Ford, Bill Gate ฯลฯ บุคคลเหล่านี้ต่างก็สามารถสร้างภาพในอนาคตได้ สร้างภาพที่ยังไม่เคยมีคนอื่นเห็นมาก่อน
สร้างวิสัยทัศน์ให้เกิดขึ้นจริงได้ ผู้นำจะต้องลงมือทำงาน นอกจากทำงานจะต้องสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ตาม และสามารถจูงใจให้ผู้ตามทำงานตามที่ตนตั้งใจไว้ด้วย ทั้งนี้เพื่อที่จะสร้างผลงานให้ออกมาให้ได้
กระตุ้นและสร้างแรงจูงใจให้กับผู้ตาม ผู้นำบางคนข้ามจากระดับที่ 1 กระโดดมาระดับที่ 3 เลย ไม่ได้ผ่านระดับที่ 2 ก่อน ผลก็คือ เมื่อพอเข้ามาก็ตั้งใจมาดันผลงานกันเลย สั่งงาน มอบหมายงาน และติดตามงานกันอย่างรัดกุมตามแผนงาน โดยที่ยังไม่ได้สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกันก่อน พนักงานก็รู้สึกไม่ค่อยดี และไม่ค่อยอยากจะทำตามคำสั่งผลสุดท้ายก็คืองานไม่ออก
ระดับที่ 4: ผู้นำที่เป็นนักพัฒนาคน (People Development)
ผู้นำที่ทำให้คนอื่นยอมทำตาม เพราะว่าเราสร้างและพัฒนาคนให้ดีขึ้น เก่งขึ้น
ผู้นำจะช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตของทีมงาน ส่งผลให้พวกเขายอมทำตาม เพราะผู้นำได้ทำสิ่งต่างๆ ให้เขามากมาย นอกจากนี้ความสัมพันธ์กับทีมงานมักยืนยาวไปชั่วชีวิต
คุณสมบัติของผู้นำที่พัฒนาตนเองจนเข้าระดับ 4
เป็นผู้นำที่มองเห็นคุณค่าของคนอื่น
เชื่อว่าคนเราทุกคนพัฒนาได้ และจะพยายามหาแนวทางในการพัฒนาคนให้เก่งขึ้นอยู่เสมอ จะทำให้ผู้ตามรู้สึกว่าผู้นำในระดับนี้ใส่ใจ และให้ความสำคัญกับเขามาก ผู้ตามเองก็อยากจะตาม เพราะผู้นำคนนี้เป็นคนเก่งสามารถสร้างผลงานได้ดี (ระดับ 3) และยังตั้งใจจะพัฒนาเราให้เก่งขึ้นอีก
มองเห็นจุดแข็งและจุดอ่อนของพนักงาน
ระดับที่ 5 : สุดยอดผู้นำ (Pinnacle)
เป็นผู้นำที่ไม่ว่าใครได้ยินชื่อ ก็จะยินดียอมตาม เพราะเขาเป็นผู้นำที่มีบารมี และสั่งสมความเป็นผู้นำมายาวนาน
ลักษณะของผู้นำในระดับ 5
เป็นคนที่สร้างผู้นำคนใหม่ ไม่ใช่แค่เพียงพัฒนาบุคคลอื่นให้เก่ง แต่ยังต้องพัฒนาคนอื่นให้เป็นผู้นำได้
เป็นผู้นำที่บุคคลอื่นๆ ให้การยอมรับ จะได้รับการยอมรับจากบุคคลอื่นทั่วไปว่าเป็นผู้นำอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะไปทำงานในธุรกิจใดก็ตาม เขาก็จะได้รับการยกย่องจากทุกระดับ ทุกวิชาชีพ
เป็นคนที่ไม่หยุดเรียนรู้ จะคิดเสมอว่า ตนเองยังต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และจะต้องพัฒนาภาวะผู้นำของตนเองอยู่เสมอ (ตั้งแต่ระดับ 2-4)
สร้างและวางรากฐานที่ดีให้กับองค์กร เป็นคนที่สร้างและวางรากฐานที่ดีให้กับองค์กร เพื่อให้ผู้นำรุ่นหลังได้สานต่อและ บริหารองค์กรต่อด้วยความสะดวกสบายไม่ยุ่งยาก
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น